วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

รสวรรณคดีไทย

รสวรรณคดีไทย

รสของความไพเราะในการใช้ถ้อยคำให้เกิดความงดงามและเกิดอารมณ์แบ่งเป็น ๔ รสคือ
 
   ๑.เสาวรสจนี เป็นลักษณะของรสวรรณคดีแต่ละประเภทเป็นรสความไพเราะเกี่ยวกับการชม ความงาม อาจเป็นความงามของตัวละคร สถานที่ หรือธรรมชาติ เช่น
 
                 ตาเหมือนตามฤคมาศ พิศคิ้วพระลอราช
            ประดุจแก้วเกาทัณฑ์ ก่งนา
           พิศกรรณงามเพริศแพร้ว กลกลิ่มบงกชแก้ว
           อีกแก้มปรางทอง เปรียบนา
                                                    (ลิลิตพระลอ)
 
 
   ๒.นารีปราโมทย ์เป็นรสที่แสดงความรักใคร่ หรือพูดจาโอ้โลมให้อีกฝ่ายเกิดความปฏิพัทธ์ เช่น
         เจ้างามปลอดยอดรักของพลายแก้วได้มาแล้วแม่อย่าขับให้กลับหนี
     พี่สู้ตายไม่เสียดายแก่ชีวี แก้วพี่อย่าได้พร่ำรำพันความ
    พี่ผิดพี่ก็มาลุแก่โทษ จงคลายโกรธแม่อย่าถือว่าหยาบหยาม
    พี่ชมโฉมโลมลูบด้วยใจงาม ทราบสวาทดิ้นไปไม่ไยดี

         (ขุนช้างขุนแผน)
 
 
   ๓.พิโรธวาทัง เป็นบทแสดงความโกรธ ตัดพ้อ เหน็บแนม เสียดสี หรือแสดงความเคียดแค้น เช่น
              ฮึดฮัดขัดแค้นแน่นใจ ตาแดงดั่งแสงไฟฟ้า
         เป็นชายดูดู๋มาหมิ่นชาย มิตายก็จะได้เห็นหน้า
                             (รามเกียรติ์ตอนนารายณ์ปราบนนทก)
 
 
   ๔.สัลลาปังคพิสัย เป็นรสที่แสดงการคร่ำครวญ โศกเศร้า เช่น
             สีดาเอยถึงจะตาย จะวอดวายพระชนมา
      จงเอื้อนโอษฐ์ออกเจรจา จะจากแล้วจงสั่งกัน
      เจ้าชายเนตรดูพี่บ้าง ให้พี่สร่างซึ่งโศกศัลย์
      เราจะร่วมพระเพลิงกัน ในเขตขัณฑ์พระคงคา
                         (บทพากย์รามเกียรติ์ ตอนกาพย์นางลอย)

ลักษณะของวรรณคดีไทย

ลักษณะของวรรณคดีไทย

     ลักษณะร่วมที่วรรณคดีมีเช่นเดียวกับศิลปกรรมแขนงอื่นก็คือมีลักษณะ ๒ อย่างในขณะเดียวกันนั่นคือ  มีลักษณะความเป็นสากลและลักษณะเฉพาะตัว ทั้งนี้ หมายความว่าวรรณคดีได้สะท้อนประสบการณ์ชีวิตมนุษย์ที่มีทั้งความงามและสัจธรรมซึ่งเป็นลักษณะที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งโดยที่ความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ ภาษาขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนความแตกต่างในเรื่องเวลามิได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด…..  อาจกล่าวได้ว่าวรรณคดีครอบคลุมงานที่มีลักษณะการเขียนเป็น ๒ แบบ ด้วยกันคือ
                
      . เป็นงานสร้างสรรค์ที่ผู้เขียนใช้จินตนาการ และมีลักษณะวรรณศิลป์คือมีความทั้งในด้านภาษาและรูปแบบ ตลอดจนความคิดที่นำเสนอ ให้ทั้งความรู้ ความงาม และความบันเทิง
               
     . เป็นงานที่แสดงความคิดและสติปัญญาอันเฉลียวฉลาดของผู้แต่ง   ดังนั้นวรรณคดีจึงรวมงานเขียนแขนงอื่นๆที่เด่นในแง่ความคิด และมีลักษณะวรรณศิลป์อย่างสมบูรณ์ อย่างเช่น งานเขียนทางด้านปรัชญา ศาสนา ชีวประวัติ  หรืออัตชีวประวัติ หรืองานด้านประวัติศาสตร์บางชิ้น  ทั้งนี้เพราะวรรณคดีเป็นศิลปะที่ใช้ภาษาเป็นสื่อ  ดังนั้นขอบข่ายของวรรณคดีจึงกว้างขวาง

ประเภทของวรรณคดีไทย

ประเภทของวรรณคดีไทย

         หลายหลายคนคงจะสงสัยแล้วว่า วรรณคดีมีการแบ่งประเภทกันด้วยหรอ ซึ่งการแบ่งประเภทของวรรณคดีที่ผมจะได้กล่าวต่อไปนี้เป็นการจำแนกประเภทของวรรณคดีที่อาจจำแนกตามเกณฑ์กับ
ลักษณะต่างๆของวรรณคดี ดังต่อไปนี้
    
        ๑.จำแนกตามลักษณะของการเขียน
    
        ๒.จำแนกตามความมุ่งหมายสำคั
    
       ๓.จำแนกตามเนื้อหา
    
       ๔.จำแนกตามหลักฐานการได้มา
  
            ต่อไปเราจะมาดูกันว่าการจำแนกประเภทของวรรณคดีต่างละชนิดนั้นมีลักษณะอย่างไร
   
         ๑.จำแนกตามลักษณะของการเขียน
       คือการพิจารณาลักษณะของการเขียนหรือการประพันธ์แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท
     
          ๑.๑.ร้อยแก้ว(Prose) คือการเขียนหรืองานเขียนที่มีลักษณะเป็นความเรียงธรรมดา  ไม่มีการบังคับรูปแบบฉันทลักษณ์  การเขียนในลักษณะนี้ยังแบ่งออกไปเป็นจำพวก นิยาย  นิทาน  บทความ  ตำนาน ฯลฯ
    
          ๑.๒.ร้อยกรอง(Poetry) คือการเขียนหรืองานเขียนที่บังคับรูปแบบฉันทลักษณ์ในลักษณะต่างๆ บางทีเรียกงานเขียนประเภทนี้ว่า กวีนิพนธ์หรือคำประพันธ์ เป็นการเขียนที่มีลักษณะคล้องจองบังคับ  จำกัดจำนวนคำ  กำหนดคณะ  เสียงสูง-ตำหรือเสียงหนัก-เบา มีรูปแบบ(Pattern) กำหนดไว้แต่ละชนิด  ยังหมายถึงงานเขียนประเภทอื่นอีกด้วย คือ โคลง  ฉันท์  กาพย์  กลอน  ร่าย ลิลิต  กลบท ฯลฯ
  
         ๒.จำแนกตามลักษณะความมุ่งหมายสำคัญ
     คือประโยชน์ที่จะได้รับจากวรรณคดีนั้นๆว่าจะได้รับในแง่ใด  ประสงค์ที่จะให้คุณค่าทางอารมณ์ หรือคุณค่าอื่นๆ  ที่นอกเหนือจากความเพลิดเพลิน ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท
    
        ๒.๑.วรรณคดีบริสุทธิ์ (Pure  Literature) มุ่งจะให้เกิดสุนทรียภาพทางอารมณ์ให้ความรู้สึกเพลิดเพลิน
    
        ๒.๒.วรรณคดีประยุกต์ (Applied  Literature) มุ่งในการนำไปเป็นประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง มิได้ให้ความรู้สึกทางอารมณ์
 
       ๓.จำแนกตามลักษณะของเนื้อหา
      คือการพิจารณาตามเนื้อหา แบ่งออกเป็น ๗  ประเภท
     
     ๓.๑.วรรณคดีนิราศ  เป็นการเขียนในทำนองบันทึกการเดินทาง  การครำตรวญ
    
     ๓.๒.วรรณคดีเฉลิมพระเกียรติ  เป็นวรรรคดีเชิงประวัติศาสตร์ การบันทึกเหตุการณ์แผ่นดินในทำนองสรรเสริญพระเกียรติของพระมหากษัตริย์
    
     ๓.๓.วรรณคดีศาสนา เกี่ยวกับพุทธศาสนาทั้งโดยทางตรงและโดยทางอ้อม
    
     ๓.๔.วรรณคดีที่เกียวข้องกับพิธีการธรรมเนียมประเพณี
    
     ๓.๕.วรรณคดีสุภาษิต  เกี่ยวกับคำสอน  ข้อเตือนใจ
    
     ๓.๖.วรรณคดีการละคร นำไปใช้แสดงละครหรือการแสดงทางนาฏศิลป์ในลักษณะอื่น
    
     ๓.๗.วรรณคดีนิยาย  เป็นการประพันธ์ประเภทกลอน จะเรียกว่ากลอนประโลมโลกย์  วรรณคดีนิยายนี้มีทั้งไม่เขียนเป็นกลอน
  
     ๔.จำแนกตามลักษณะหลักฐานการได้มา
     
     ๔.๑.วรรณคดีที่บันทึกไว้เป็นหลักฐาน คือวรรณคดีที่จารึกหรือเขียนไว้เป็นหลักฐาน อาจจะจารึกไว้ในใบลาน  สมุดข่อย  ศิลา ฯลฯ
    
     ๔.๒.วรรณคดีที่ไม่มีการบันทึกเป็นหลักฐาน  คือวรรณคดีมุขปาฐะ(Verbal) เป็นการจดจำสืบต่อๆกันมา โดยถ่ายทอดด้วยปาก

ความหมายของวรรณคดีไทย

ความหมายของวรรณคดีไทย

 เนื่องจากมีการเข้าใจสับสนระหว่างคำว่า วรรณคดี กับวรรณกรรม อยู่เสมอ เนื่องจากทั้งสองคำ มาจากภาษาอังกฤษว่า Literature เช่นเดียวกัน สำหรับในภาษาไทยนั้นมีการใช้คำว่า "วรรณคดี" ก่อนภายหลังจึงได้เกิดมีคำว่า "วรรณกรรม" ขึ้น และจริง ๆ แล้ว ในอดีตก่อนปี พ.ศ. 2457 ไทยเรายังไม่มีคำว่า "วรรณคดี" ใช้ เราเรียกหนังสือวรรณคดีว่า "หนังสือ" (เช่นเรียกเรื่องท้าวบาเจืองหรือท้าวฮุ่งท้าวเจืองที่ทางเวียงจันทร์ส่งมาถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกว่า "หนังสือเจียง" หรือเรียกเรื่องมหาภารตะว่า "หนังสือมหาภารตะ" เป็นต้น) หรือเรียกโดยใช้ชื่อผู้แต่งกับชื่อลักษณะคำประพันธ์และประเภทของเนื้อหา (เช่น นิราศนรินทร์คำโคลงหรือนิราศพระยาตรัง เป็นต้น) หรือเรียกโดยใช้ชื่อลักษณะคำประพันธ์และเหตุการณ์หรือโอกาสที่ทำให้เกิดเรื่องนั้น ๆ ขึ้น (เช่น เพลงยางหรือกลอนนิราศรบพม่าที่ท่าดินแดง หรือโคลงนิราศเวียงจันทร์         พระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเดชาดิศร เป็นต้น) (ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต. 2541 : 15) และคำว่า "วรรณคดี" นี้รู้จักกันอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2450 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในโอกาสที่ทรงตั้ง "โบราณคดีสโมสร" ขึ้น วัตถุประสงค์ของสโมสรนี้ก็เพื่อส่งเสริมการประพันธ์ การศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดี งานที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับวรรณคดีคือ การพิมพ์เผยแพร่วรรณคดีโบราณ เช่น ลิลิตยวนพ่าย ทวาทศมาส และนิราศพระยาตรัง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการตรวจคัดหนังสือที่แต่งดี เพื่อรับพระบรมราชานุญาตประทับพระราชลัญจกรมังกรคาบแก้ว หนังสือใดที่โบราณคดีสโมสรนี้ประทับพระราชลัญจกรมังกรคาบแก้วก็ได้ชื่อว่าเป็น "วรรณคดี" ซึ่งในขณะนั้นถือว่าเป็น "หนังสือดี"
        
            ต่อมาใน พ.ศ. 2457 คำว่า "วรรณคดี" จึงได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงตั้งวรรณคดีสโมสร เพื่อส่งเสริมการแต่งหนังสือ เช่นเดียวกับกิจการของโบราณคดีสโมสร และงานที่สำคัญของวรรณคดีสโมสรนี้ก็คือการพิจารณายกย่องหนังสือสำคัญของชาติว่าเรื่องใดเป็นยอดทางไหน (สิทธา พินิจภูวดล และนิตยา กาญจนะวรรณ. 2520 : 1-3)สำหรับคำว่า "วรรณคดี" ได้มีผู้ให้คำจำกัดความไว้หลากหลายดังนี้ คือ
            คำว่า "วรรณคดี" ตามตัวอักษร หมายความว่า "แนวทางแห่งหนังสือ" คำว่าวรรณคดี เป็นคำสมาส ประกอบด้วยคำ "วรรณ" จากรากศัพท์สันสกฤต วรณ แปลว่า หนังสือ กับคำว่า "คดี" จากรากศัพท์บาลี คติ แปลว่า การดำเนิน การไป ความเป็นไป แบบกว้าง ทาง ลักษณะ ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 (2539 : 754) ได้ให้ความหมายว่า หนังสือที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี
สิทธา พินิจภูวดล , รื่นฤทัย สัจจพันธ์ และเสาวลักษณ์ อนันตศานต์ (2524 : 1) ได้อธิบายเพิ่มเติมความหมายของวรรณคดีที่ว่าเป็นหนังสือแต่งดี นั้นได้แก่ บทประพันธ์ทุกชนิดที่ผู้แต่งมีวิธีเขียนที่ดีมีศิลปะ ก่อให้เกิดความประทับใจแก่ผู้อ่านสร้างความสนุกเพลิดเพลินให้แก่ผู้อ่าน ทำให้ผู้อ่านมีมโนภาพไปตามจินตนาการของผู้แต่ง เร้าให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจไปตามความรู้สึกของผู้แต่ง บางครั้งผู้แต่งจะสอดแทรกความรู้และทัศนคติในเรื่องต่าง ๆ ลงในงานของเขา แต่ก็มิได้หมายความว่าผู้แต่งมุ่งให้ความรู้หรือมุ่งสอนปรัชญา ศีลธรรม หรือเรื่องของชีวิต ทั้งนี้เพราะวรรณคดีไม่ใช่ตำราซึ่งมุ่งสอนความรู้เป็นสำคัญ ถ้าตำราเล่มใดมีลักษณะเป็นวรรณคดีก็จะได้รับการยกย่อง เช่น ไตรภูมิพระร่วง ปฐมสมโพธิกถา เป็นต้น วรรณคดีเป็นที่รวมความรู้สึกนึกคิด ความรอบรู้ ความฉลาด และสติปัญญาอันลึกซึ้ง คนที่อ่านวรรณคดีก็จะได้รับถ่ายทอดความฉลาดรอบรู้ไว้ด้วยมากบ้างน้อยบ้าง
        
        ชลธิรา กลัดอยู่ (อ้างถึงใน สนิท ตั้งทวี. 2528 : 1) อธิบายว่า วรรณคดี มีความหมายที่ใช้กันทั่วไปสองประการ คือ ความหมายประการแรกได้แก่ หนังสือที่เรียบเรียงออกมาเป็นตัวหนังสือหรือนัยหนึ่งหมายถึงหนังสือทั่วไปนั่นเอง แต่มีเงาความหมายว่าเป็นหนังสือเก่าถือเป็นมรดกที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ส่วนความหมายที่สอง มีความหมายคล้ายคลึงกับคำ "กวีนิพนธ์" คือถือว่าเป็นหนังสือที่ได้รับการยกย่องแล้วจากกลุ่มคนที่นับว่าเป็นคนชั้นนำในวงการหนังสือ มีนัยลึกลงไปอีกว่ามีคุณค่าสูงส่งเข้าขั้นวรรณศิลป์ คือเป็นแบบอย่างที่ยกย่องเชิดชูกันต่อไป
        
        เจือ สตะเวทิน (2514 : 8) กล่าวว่า วรรณคดี คือหนังสือหรือบันทึกความคิดที่ดีที่สุดด้วยท่วงทำนองเขียน (Style) ที่ประณีตบรรจงครบองค์แห่งศิลปะของการเขียน สามารถดลใจให้ผู้อ่านผู้ฟังเกิดความปิติเพลิดเพลิน มีความรู้สึกร่วมกับผู้แต่ง เห็นจริงเห็นจังกับผู้แต่ง เรียกกันเป็นสามัญว่า มีความสะเทือนอารมณ์ ทั้งต้องประกอบไปด้วยคุณค่าสาระอีกด้วย
        
         ส่วน วิทย์ ศิวะศริยานนท์ (2519 : 5) อธิบายว่า บทประพันธ์ที่เป็นวรรณคดี คือ บทประพันธ์ที่มุ่งให้ความเพลิดเพลินให้เกิดความสำนึกคิด (Imagination) และอารมณ์ต่าง ๆ ตามผู้เขียน นอกจากนี้บทประพันธ์ที่เป็นวรรณคดีจะต้องมีรูปศิลปะ (Form) และรูปศิลปะนี้เองที่ทำให้วรรณคดีมีความงาม
        
         ศุภชัย รัตนโกมุท และสะอาด อินทรสาลี (2518 : 2) กล่าวว่า วรรณคดีคือหนังสือแต่งดี ได้รับยกย่องจากผู้อ่านหลาย ๆ คนเห็นพ้องต้องกันว่าแต่งดี จะเป็น "ร้อยแก้ว" เช่น สามก๊ก ฉบับของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) หรือจะเป็น "ร้อยกรอง" เช่น ลิลิตพระลอ หรือบทละครเรื่องอิเหนา ของ
รัชกาลที่ 2 ก็ได้ พร้อมกับอธิบายเพิ่มเติมว่า วรรณคดีเป็นนามธรรมที่เราตั้งขึ้นเพื่อใช้เรียกศิลปะอย่างหนึ่ง ซึ่งมีวิวัฒนาการมาแต่อักษรศาสตร์ กวีได้ใช้ความสามารถรจนาเรื่องนั้น ๆ ขึ้น เช่น จัดวรรคคำ เสียงคำ ให้ได้ความหมาย เกิดอารมณ์ เกิดสุนทรียะ ได้อ่านเรื่องแล้วรู้สึกเพลิดเพลินเกิดอารมณ์คล้อยตามท้องเรื่อง ส่งเสริมความรอบรู้ มีสำนวนโวหารงดงาม ไพเราะ คมคาย จูงใจให้เกิดความซาบซึ้ง เพราะใช้คำได้เหมาะกับโอกาส เหตุการณ์ เป็นต้น
        
         พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (2506 : 3) ทรงให้คำจำกัดความของวรรณคดีไว้ว่า "วรรณคดีโดยแท้ เป็นศิลปกรรมหรือสิ่งสุนทร ซึ่งนักประพันธ์มีความรู้สึกนึกคิดอย่างใดแล้ว ก็ระบายภาพให้ผู้อ่านได้ชมความงามตามที่นักประพันธ์รู้สึกนึกคิดไว้ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับการให้ความหมาย ของ ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ ( 2517 : 190) ที่กล่าวว่า งานประพันธ์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นวรรณคดี มักจะได้รับการยกย่องในทางความงามและทางความดีด้วย
        
         สำหรับพระยาอนุมานราชธน (2515 : 8) ได้ให้ความหมายว่า วรรณคดีในความหมายอีกนัยหนึ่ง หมายถึงบทประพันธ์ซึ่งมีลักษณะเด่นในเชิงประพันธ์ มีค่าทางอารมณ์และความรู้สึกแก่ผู้อ่าน ผู้ฟังคือ วรรณคดีมีวรรณศิลป์
        
         วิลเลียม เจ. ลอง ( Long. 1964 : 3) กล่าวว่า วรรณคดี ในความหมายกว้าง ๆ หมายเอาเพียง การจดบันทึกของเผ่าพันธุ์ ซึ่งรวมเอาประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ บทกวีและข้อเขียนแบบนวนิยายของเผ่าพันธุ์นั้น ๆ ในความหมายแคบ วรรณคดี คือการบันทึกชีวิตแบบมีศิลป์ สรุปแล้ววรรณคดี หมายถึง การแสดงออกซึ่งชีวิตในลักษณะข้อเท็จจริงและความสวยงาม วรรณคดีเป็นบันทึกชีวิต ความคิด อารมณ์ และแรงดลใจของมนุษยชาติ วรรณคดีคือประวัติศาสตร์ทางวิญญาณของมนุษย์ (กุเทพ ใสกระจ่าง, พระมหา. 2521 : 8)
        
        อาร์โนล เบนเน็ท (Arnold Bennett) (อ้างถึงใน สิทธา พินิจภูวดล. 2515 : 5) อธิบายว่า วรรณคดีคือ การแสดงออกซึ่งอารมณ์ ความรู้สึกซาบซึ้งตรึงใจของกวี อันเกิดจากการสัมผัสกับสิ่งจับใจของชีวิต
        
         ส่วนข้อคิดเห็นใน The Great World Encyclopedia (Clapham 1984 : 38) ได้อธิบายว่า วรรณคดี เป็นงานเขียนประเภทหนึ่งที่มีความยิ่งใหญ่ สำคัญ และน่าจดจำ ซึ่งเป็นผลงานที่สร้างขึ้นจากความคิดของมนุษย์ บางครั้งคำว่า วรรณคดี จะหมายถึง งานเขียนทุกชนิด ตั้งแต่ หนังสือพิมพ์แผ่นปลิวเอกสารประกอบการสอน ไปจนถึงบทกวีของ John Keats หรือ นวนิยายของ Charles Dickens แต่ในความเป็นจริงนั้นวรรณคดี จะหมายถึง งานเขียนที่ยังคงมีคนอ่านอยู่ในปัจจุบันนี้ดังเช่น งานของ Keats และ Dickens ขณะที่แผ่นปลิวเอกสารประกอบการสอน และหนังสือพิมพ์ อาจจะมีคนลืมหรือโยนทิ้งไปแล้ว
จากความหมายของวรรณคดีที่มีผู้ให้ไว้จำนวนมากนั้นสรุปได้ว่า วรรณคดีเป็นคำที่มีความหมายลึกซึ้ง ไม่เฉพาะแต่เพียงพิจารณาความหมายตามรูปศัพท์ แต่ต้องศึกษาถึงความหมายลึกซึ้งกว่านั้นหนังสือที่เป็นวรรณคดีจะต้องเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นด้วยความประณีตบรรจงทั้งในด้านการใช้ภาษา การแสดงความคิด รูปแบบและเนื้อหา อีกทั้งคุณค่าทางอารมณ์และความประทับใจในความงามด้านต่าง ๆ ตามที่ผู้เขียนสร้างขึ้น
       
        (วันเนาว์ ยูเด็น. (2537 : 5) สรุปได้ว่า วรรณคดี ก็คือ หนังสือหรืองานเขียนที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี มีความงามด้านภาษา การใช้คำ มีคุณค่าเข้าขั้นวรรณศิลป์ และมีเนื้อหาที่ดีสามารถโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านให้เกิดความเพลิดเพลิน ความสำนึกคิด และอารมณ์ต่าง ๆ ตามผู้เขียน และเพื่อให้เข้าใจความหมายของวรรณคดีให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงขอกล่าวถึงคุณสมบัติที่สำคัญของวรรณคดีซึ่งพระมหากุเทพ ใสกระจ่าง (2521 : 9) ได้สรุปไว้ดังนี้
        
       1. มีความเป็นศิลป (Artistic) ในคุณลักษณะข้อนี้วรรณคดีต้องมีความงดงาม กล่าวคือ ต้องสะท้อนชีวิตในแง่ความเป็นจริงที่ถูกต้องงดงาม
        
        2. มีลักษณะของการคาดคะเน (Suggestive) วรรณคดีจะไม่อยู่ในลักษณะเปิดเผยแบบตายตัว หากแต่จะเข้าใจได้โดยการคาดคะเน การตีความหมายทางวรรณคดีจะขึ้นอยู่กับการคาดคะเนของแต่ละคน การคาดคะเนอาจจะแตกต่างกันไปตามความซาบซึ้ง (Appreciation) ของคนอ่าน
        
      3. มีลักษณะของความคงทน (Permanent) เป็นที่น่าสังเกตว่า งานที่เป็นวรรณคดีนั้น โดยมากจะมีลักษณะคงทน กล่าวคือ เป็นที่นิยมและอยู่ในความทรงจำของคนอ่านในระยะเวลาอันยาวนาน ไม่ใช่เป็นที่นิยมกันในวันนี้วันเดียว

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

ที่มาของวรรณคดีไทย





ที่มาของวรรณคดีไทย

              วรรณคดี แปลว่าเรื่องที่แต่งเป็นหนังสือ มีความหมายตรงกันคำว่า Literature ในภาษาอังกฤษ แต่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้คำจำกัดความของวรรณคดีว่า หนังสือที่ได้รับยกย่องว่าแต่งดี ปรากฏครั้งแรกในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งวรรณคดีสโมสร เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งวรรณคดีสโมสร กล่าวว่า

        ๑ . เป็นหนังสือดี กล่าวคือ เป็นเรื่องที่สมควรซึ่งสาธารณชนจะอ่านได้โดยไม่เสียประโยชน์ คือไม่เป็นเรื่องที่ชักจูงความคิดผู้อ่านไปในทางอันไม่เป็นแก่นสาร ซึ่งจะชวนให้คิดวุ่นวานทางการเมืองอันเกิดเป็นเรื่องรำคาญแก่รัฐบาลของพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ( เพราะคนรู้น้อยอาจจะไขว้าเขวได้ )

        ๒ . เป็นหนังสือแต่งดี ใช้วิธีเรียบเรียงอย่างใด ๆ ก็ตามแต่ต้องให้เป็นภาษาไทยอันดี ถูกต้องตามเยี่ยงที่ใช้ในโบราณกาลหรือปัจจุบันกาลก็ได้ ไม่ใช้ภาษาต่างประเทศ ( เช่น ใช้ว่า ไปจับรถ แทน ไปขึ้นรถ และ มาสาย แทน มาช้า ดังนี้เป็นตัวอย่าง )
วรรณคดี คือ ความรู้สึกนึกคิดของกวี ซึ่งถอดออกมาจากจิตใจให้ปรากฎเป็นรูปหนังสือ มีถ้อยคำเหมาะเจาะเพราะพริ้ง เร้าใจให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังเกิดความรู้สึก
วรรณคดี คือ หนังสือที่มีลักษณะเรียบเรียงถ้อยคำเกลี้ยงเกลาเพราะพริ้งมีรสปลุกมโนคติ ( imagination ) ให้เพลิดเพลิน เกิดกระทบกระเทือนอารมณ์ต่าง ๆ เป็นไปตามอารมณ์ของผู้ประพันธ์บทประพันธ์ที่เป็น
วรรณคดี คือ บทประพันธ์ที่มุ่งให้ความเพลิดเพลิน ให้เกิดความรู้สึกนึกคิด(imagination) และอารมณ์ต่าง ๆ ตามผู้เขียน นอกจากนี้บทประพันธ์ที่เป็นวรรณคดีจะต้องมีรูปศิลปะ ( form )
 
เท่าที่กล่าวมาแล้วพอสรุปได้ว่าวรรณคดี คือ เรื่องที่มีลักษณะดังนี้
       
    ๑ . ใช้ถ้อยคำสำนวนโวหารไพเราะสละสลวย
    ๒ . ก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจ
    ๓ . ยกระดับจิตใจให้สูง
    ๔ . ใช้เป็นแบบแผนในการแต่งได้
          
     ร้อยกรอง คือ บทประพันธ์ที่แต่งให้มีสัมผัสของคำเชื่อมโยงกัน โดยมีคณะของคำตามหลักที่กำหนดไว้ในฉันทลักษณ์หรือตำรากลอนต่าง ๆ เช่น มีครุ ลหุ เอก โท เป็นต้น
รูปแบบของร้อยกรองวรรณคดีที่เป็นร้อยกรอง ( กาพย์กลอนของไทย ) ได้เจริญเรื่อยมา และแบ่งตามรูปแบบคำประพันธ์ที่ใช้แต่งเรื่องนั้น ๆ ได้ดังนี้

       ๑ . คำหลวง เป็นเรื่องที่พระมหากษัตริย์หรือเจ้านายชั้นสูงในพระราชวงศ์ทรงแต่ง หรือ ทรงเกี่ยวข้องในการแต่ง ไม่จำกัดรูปแบบคำประพันธ์ แต่ต้องเป็นเรื่องที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับศีลธรรมจรรยา เท่าที่ปรากฏชื่อในวรรณคดีมีอยู่ ๔ เรื่อง คือ มหาชาติคำหลวง นันโทปนันทสูตรคำหลวง พระมาลัยคำ-หลวง และพระนลคำหลวง
       
         ๒ . คำฉันท์  ได้แก่ วรรณคดีที่แต่งเป็นฉันท์ชนิดต่าง ๆ มักมีกาพย์บางชนิดปนอยู่ด้วย เช่น สมุทรโฆษคำฉั นท์ สามัคคีเภทคำฉันท์ เป็นต้น
       
         ๓ . คำโคลง ได้แก่ วรรณคดีที่แต่งเป็นโคลงคั้นหรือโคลงสี่สุภาพ เช่น โคลงนิราศนรินทร์ เป็นต้น
         ๔ . คำกลอน วรรณคดีที่แต่งเป็นคำกลอนชนิดต่าง ๆ ได้แก่ กลอนสุภาพ กลอนเสภา กลอนบทละคร กลอนหก เช่น พระอภัยมณี เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน

         ๕ . คำกาพย์ ได้แก่ วรรณคดีที่แต่งเป็นกาพย์ยานี กาพย์ฉบัง กาพย์สุรางคนางค์ เช่น กาพย์เรื่องพระไชยสุริยา เป็นต้น
          ๖ . กาพย์ห่อโคลง กาพย์เห่เรือ ได้แก่ วรรณคดีที่แต่งด้วยโคลงและกาพย์ เช่น กาพย์ห่อโคลงประพาศธารทองแดง กาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร
           ๗ . ร่ายยาว  ได้แก่ วรรณคดีที่แต่งเป็นร่ายยาว เช่น ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก เป็นต้น
           ๘ . ลิลิต      ได้แก่ วรรณคดีที่แต่งโดยใช้โคลงและร่ายปนกัน รับสัมผัสคำแบบลิลิต เช่น ลิลิตพระลอ ลิลิตตะเลงพ่าย ลิลิตนิทราชาคริต เป็นต้น
นอกจากแบ่งตามลักษณะคำประพันธ์แล้ว ยังแบ่งตามเนื้อเรื่อง เช่น นิราศ เพลงยาว นิทานคำกาพย์ นิทานคำกลอน คำสอน เป็นต้น

                    บทละคร คือ เรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อการแสดงบนเวทีรูปแบบของบทละคร
       
             ๑ . บทละครรำ เป็นบทละครแบบเดิมของไทย ได้แก่ บทละครเรื่องอิเหนา รามเกียรติ์ สังข์ทอง เป็นต้น
             ๒ . บทละครแบบตะวันตก ได้แก่ บทละครพูดเรื่องหัวใจนักรบ บทละครร้องเรื่องสาวเครือฟ้า บทละครคำฉันท์เรื่องมัทนะพาธา เป็นต้น
การแบ่งประเภทวรรณคดีตามเกณฑ์ต่าง ๆ วรรณคดีไทยอาจแบ่งตามเกณฑ์ต่าง ๆ ได้ดังนี้

                     แบ่งตามความมุ่งหมาย แยกได้ ๒ ประเภท คือ

               ๑ . สารคดี คือ หนังสือที่มุ่งให้ความรู้แก่ผู้อ่านเป็นสำคัญแต่ในขณะเดียวกันก็ใช้กลวิธี การเขียนให้เกิดความบันเทิงเป็นผลพลอยได้ไปด้วย เช่น บทความหรือความเรียง หนังสือสารคดี ตำรา บันทึก จดหมายเหตุ รายงาน พงศาวดาร ตำนาน ปาฐกถา คำสอน
                ๒ . บันเทิงคดี คือ หนังสือที่มุ่งให้ความสนุกเพลิดเพลินแก่ผู้อ่านมากกว่าความรู้ แต่อย่างไรก็ดี บันเทิงคดีย่อมมีเนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญแทรกอยู่ด้วยในรูปของคติชีวิตและเกร็ดความรู้ เช่น เรื่องสั้น นวนิยาย บทละครพูด นิทาน นิยาย

                       แบ่งตามลักษณะที่แต่ง แยกได้ ๒ ประเภท คือ

                ๑ . ร้อยแก้ว อาจแต่งเป็นสารคดีหรือบันเทิงคดี โดยมีรูปแบบต่าง ๆ
                ๒ . ร้อยกรอง หมายถึง ความเรียงที่ใช้ภาษาพูดตามธรรมดา แต่มีรูปแบบโดยเฉพาะและมีความไพเราะเหมาะเจาะด้วยเสียงและความหมาย ร้อยกรองอาจเรียกว่าคำประพันธ์ กาพย์กลอน หรือ กวีนิพนธ์ ก็ได้ ร้อยกรองแต่เป็นกลอน โคลง ร่ายกาพย์และฉันท์ อาจแต่งเป็นสารคดีและบันเทิงคดี ส่วนมากเป็นบันเทิงคดี โดยอาจแบ่งรูปตามชนิดของ คำประพันธ์ หรือลักษณะของเนื้อเรื่อง

                   แบ่งตามลักษณะการจดบันทึก แยกได้ ๒ ประเภท คือ

                 ๑ . วรรณคดีลายลักษณ์อักษร ได้แก่ วรรณคดีที่บันทึกไว้เป็นหนังสืออาจเป็นตัวจารึก ตัวเขียน หรือตัวพิมพ์ก็ได้
              
                ๒ . วรรณคดีที่ไม่ได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ วรรณคดีที่บอกเล่าจดจำสืบต่อกันมา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วรรณคดีมุขปาฐะ เช่นเพลงพื้นเมือง
บทเห่กล่อม นิทานพื้นบ้าน ปริศนาคำทาย
การแบ่งประเภทวรรณคดีดังกล่าวอาจคาบเกี่ยวกันได้ สารคดีโดยทั่วไปมักแต่งเป็นร้อยแก้วแต่อาจแต่งเป็นร้อยกรองก็ได้บันเทิงคดี อาจแต่งเป็นร้อยกรองหรือร้อยแก้วก็ได้

                                           วรรณคดีไทยแบ่งสมัยการแต่งได้ดังนี้
        
                   ๑ . วรรณคดีสมัยสุโขทัย ( พ.ศ. ๑๘๐๐ - ๑๙๒๐ )
                  
                   ๒ . วรรณคดีสมัยอยุธยาตอนต้น ( พ.ศ. ๑๘๙๓ - ๒๐๗๒ )
                   ๓ . วรรณคดีสมัยอยุธยาตอนกลาง ( ยุคทองของวรรณคดี พ.ศ. ๒๑๖๓ - ๒๒๓๑๔)
                   ๔ . วรรณคดีสมัยอยุธยาตอนปลาย ( พ.ศ. ๒๒๙๕ - ๒๓๑๐๕ )

                   ๕ . วรรณคดีสมัยธนบุรี ( พ.ศ. ๒๓๑๐ - ๒๓๒๕๖ )
                   ๖ . วรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ ( พ.ศ. ๒๓๒๕ - ปัจจุบัน )
เนื่องจากการแต่งวรรณคดี มักจะมีส่วนสัมพันธ์กัน ประวัติศาสตร์และสภาพสังคมในยุคสมัยนั้น ๆ เพราะฉะนั้นการอ่านวรรณคดีให้ได้คุณค่าอย่างแท้จริง จำเป็นจะต้องเรียนประวัติวรรณคดีประกอบด้วย ซึ่งต้องพิจารณาถึงประเด็นสำคัญของวรรณคดี ในด้านต่าง ๆ ดังนี้

             ๑. ผู้แต่ง รวมถึงชีวประวัติและผลงานสำคัญ
            
              ๒ . ที่มาของเรื่อง ได้แก่ เรื่องที่เป็นต้นเค้า อาจจะได้รับอิทธิพลภายในประเทศ หรือที่ได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศ
              ๓ . ความมุ่งหมายที่แต่ง ได้แก่ ความบันดาลใจหรือความมุ่งหมายของผู้แต่งในการแต่งวรรณคดีนั้น ๆ
               ๔ . วิวัฒนาการและความสัมพันธ์ต่อเนื่องระหว่างวรรณคดีแต่ละสมัย
               ๕ . สภาพสังคมในสมัยที่แต่ง ซึ่งได้แก่ วัฒนธรรม สภาพสังคม และเหตุการณ์ของบ้านเมืองในระยะเวลาที่แต่ง
                ๖ . อิทธิพลที่วรรณคดีมีต่อสังคมทั้งในสมัยที่แต่งและในสมัยต่อมา

ดร. สิทธา พินิจภูวดล กล่าวไว้ในหนังสือความรู้ทั่วไปทางวรรณกรรมไทย ถึงเรื่องการศึกษาวรรณคดีในแนวประวัติ มีดังนี้

                 ๑ . เพื่อให้ทราบต้นกำเนิดของวรรณคดีว่า วรรณคดีแต่ละเล่มเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดในสมัยใด และวรรณคดีอื่น ๆ ในสมัยนั้นมีลักษณะที่เกิดขึ้นมาอย่างเดียวกันหรือไม่

                  ๒ .เพื่อให้ทราบวิวัฒนาการของสติปัญญาของชาติ พลังปัญญาของบุคคลในชาติ จะแสดงออกมาในรูปของศิลปกรรมประเภทต่าง ๆ ซึ่งรวมทั้งวรรณกรรมด้วย คนจะแสดงพลังปัญญาในการนำเรื่องราวทางการเมือง การทหาร การรบพุ่งปราบปรามศัตรู และอื่น ๆ มาเรียบเรียงร้อยกรองเป็นบทเพลงหรือบทประพันธ์ แทนการเล่าเรื่องอย่างธรรมดา ๆ คนที่มีความสามารถจะหาทางออกในแนวแปลกงดงามและมีผลดี วรรณคดีที่มีแนวต่าง ๆ กันเป็นผลของการแสดงพลัง
ปัญญาของบุคคลในชาติ

                ๓ . เพื่อให้รู้จักเหตุการณ์ที่มีอิทธิพลต่อวรรณคดี วรรณคดีเป็นผลงานกวี กวีในแต่ละยุคแต่ละสมัยย่อมมีชีวิตความเป็นอยู่ต่างกัน มีแนวคิดต่างกัน มีเหตุการณ์ในยุคสมัยของตนแตกต่างกันไปด้วย เช่น คนไทยในยุคสุโขทัยระยะหลังได้รับความร่วมเย็นเป็นสุขอย่างเต็มที่ เอาใจใส่ในศาสนาและวรรณกรรม ศิลาจารึกในยุคนั้นจึงมีเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนามาก เหตุการณ์ต่าง ๆ ในบ้านเมืองหรือ ในสังคมย่อมสัมพันธ์กับเรื่องราวในวรรณคดี การศึกษาประวัติวรรณคดี จะทำให้เข้าใจ ตัววรรณคดี ชัดเจนยิ่งขึ้น และเข้าใจกวีว่าเหตุใดจึงแต่งวรรณคดีชนิดนั้น เช่น เหตุใดวรรณกรรมไทยในยุคปลายสุโขทัย จึงเป็นแต่ประเภท วรรณกรรมศาสนาเท่านั้น เป็นต้น

                ๔ . เพื่อให้รู้จักผู้แต่งวรรณคดี ว่ากวีคือใคร มีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร อะไรเป็นเหตุทำให้เขาแต่งเรื่องเช่นนั้น เช่น เราต้องการทราบประวัติชีวิตของสุนทรภู่
พยายามสืบค้นว่าสุนทรภู่มีบิดามารดา ชื่ออะไร อาชีพอะไร เกิดที่เมืองไหน ครอบครัวของสุนทรภู่มีใครบ้าง อะไรทำให้สุนทรภู่เขียนลงไปว่า อนิจจาตัวเราก็เท่านี้ ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย…… สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้ผู้ศึกษาวรรณคดีรู้จักวรรณคดีลึกซึ้งขึ้นทั้งสิ้น ในบางยุคสมัยผู้แต่งวรรณคดีจะเป็นคนในราชสำนักเป็นส่วนมาก ดังที่ปรากฏอยู่ในยุคสุโขทัยเรื่อยลงมาจนถึงอยุธยา และต่อมาจนถึงยุคต้นรัตนโกสินทร์ ประวัติวรรณคดีจะทำให้เราเข้าใจแนวสร้างวรรณคดีของเรา